ตอนที่ 1 การลาจาก...ไม่ใช่จุดจบ
ไม่ว่าใครที่ได้สดับรับรู้เรื่องราวของเธอ คงจะต้องกล่าวว่าเธอเป็นบุคคลต้องคำสาปเป็นแน่ ...
เรื่องราวของเด็กสาวผู้อับโชค ... หยิบยื่นความเศร้าหมองหม่นให้กับทุกคนที่พบเจอ ...
ไดอา ฮาร์ททิลลี่ คือเด็กสาวคนนั้น ...
ตลอดสิบห้าปีในชีวิตของเด็กสาวคนนี้ ไม่เคยมีเหตุการณ์ใดสลักสำคัญไปกว่าเหตุการณ์ในคืนวันนั้น ณ เวลานั้น เด็กสาวอายุเพียงเกือบปี ..ยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจเรื่องราวอะไรได้ เด็กเกินกว่าที่จะเผชิญโศกนาฏกรรมโหดร้าย...
เดือนธันวาคม คริสต์ศักราช 1972
ค่ำคืนที่ถูกย้อมด้วยสีดำทั่วทั้งท้องฟ้า ณ คฤหาสน์สวยหรูบนเนินเขา วันนี้ดูเหมือนเป็นวันธรรมดาเช่นทุกวัน หิมะโปรยปรายมิขาดสาย ถนนเนินชันที่ล้อมรอบต้นไม้สีเขียวขจีถูกปกคลุมด้วยหิมะทั่วทุกอณู พรมหิมะสีขาวทอดตัวคดเคี้ยวยาวตลอดจนสุดสายตา
...เป็นคืนอันปกติ และทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นกิจวัตรประจำวันไม่ผิดแผกไปจากวันอื่นๆ เราอาจจะสรุปได้ว่าเป็นวันอันเงียบสงบเฉกเช่นทุกวัน หากแต่คืนนี้ มีสิ่งเลวร้ายที่สุดเกิดขึ้น เป็นคืนที่คุณและคุณนายเดลฮาวนด์ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ระหว่างที่เดินทางกลับมาที่คฤหาสน์ ไดอากับพี่ชายของเธอ..เอ็มเม็ตต์ ก็อยู่ในเหตุการณ์เช่นกัน เพียงแต่เขาสองคนเป็นผู้รอดชีวิต...
ใครหลายคนอาจะกล่าว การที่เด็กสาวมิสามารถจดจำรายละเอียดใดๆ ณ เหตุการณ์วันนั้น อาจเป็นเรื่องดี
แต่ถึงแม้ไม่มีภาพเหตุการณ์อันน่ากลัวหลงอยู่ในความทรงจำ แต่ความจริงที่ว่าคนสำคัญได้ตายจากไปแล้ว ยังคงเป็นความจริงที่มิอาจจางหายไปได้ตราบชั่วชีวิต .. เป็นความรู้สึก ..มืดมิด..และ..ว่างเปล่า ...ความว่างเปล่าราวกับคนสำคัญเหล่านั้นถูกลบออกจากความทรงจำของเธอ ...ตลอดกาล
คฤหาสน์สวยสง่าดูวังเวงไปถนัดตา ความอบอุ่นเสมือนบ้านได้ดับสูญไปตลอดกาล และชีวิตของเด็กสาวตัวน้อยเปรียบได้เหมือนภาพเขียนสีจางทับซ้อนกันไม่มีที่สิ้นสุด ราวกับหน้ากระดาษแผ่นเดิมที่เปิดไปมาไม่รู้จบ ชีวิตนี้ช่างเรียบง่ายเสียเหลือเกิน ประหนึ่งได้ตายจากไปพร้อมกับคืนวันนั้น
14 ปีผ่านไป ...
วันเวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างไม่รู้จบ และไม่เหลียวหลังรอคอยผู้ใด... ไดอา ฮาร์ททิลลี่เด็กสาวอายุย่างเข้าวัยสิบหกในอีกไม่กี่เดือน เติบโตขึ้นด้วยความสมบูรณ์พร้อมที่เด็กสาวคนหนึ่งจะมีได้ ..ดนตรี เต้นรำ มารยาท การศึกษา ฐานะ และที่สำคัญความรักและความอบอุ่น แต่สิ่งเพียงอย่างเดียวที่เธอต้องการ แต่ไม่เคยได้รับคือ ..ความทรงจำ
ถือกันเป็นธรรมเนียมหรือกฎเหล็กสำหรับบ้านหลังนี้เลยก็ว่าได้ ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่พูดหรือปริปากเรื่องใดที่จะเชื่อมโยงถึงอุบัติเหตุในวันนั้น เด็กสาวที่รู้จักหน้าตาพ่อแม่ตัวเองผ่านทางอัลบั้มรูป ได้ยินเสียงผ่านทางวีดีทัศน์ ใช้ชีวิตทุกๆคนล้อมรอบด้วยสภาพแวดล้อมอันเพียบพร้อม แต่เด็กสาวรู้ดีว่าตัวเธอยังขาดสิ่งสำคัญไป สิ่งสำคัญที่เธอไม่อาจมีได้ ความทรงจำ ...แบบเด็กสาวกับครอบครัว
ความทรงจำในวัยเด็กแบบเด็กสาวธรรมดาทั่วไป ..การฉลองวันเกิดกับทุกคนในครอบครัว มีคุณพ่อและคุณแม่คอยเล่านิทานก่อนนอนและจูบบนหน้าผาเมื่อเด็กสาวเคลิ้มหลับไป มีคนทั้งสองคนมองเธอเติบโตและเป็นกำลังใจในทุกย่างก้าวที่เธอเดิน ...อาศัยด้วยกันพร้อมหน้า ณ คฤหาสน์อันแสนอบอุ่น
อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเพียงแค่ความหวัง ...ที่ไม่มีวันเกิดขึ้น
เดือนสิงหาคม คริสต์ศักราช 1987
ณ ห้องโถงคฤหาสน์หลังโต เพดานสูงตระง่านไปถึงชั้นสองและยาวขึ้นไปจนเห็นหลังคาโค้งมนสมส่วน แสงสว่างส่องผ่านกระจกเคลือบหลากสี แต่งแต้มสีสันภายในห้องจากความมืด เครื่องเรือนหรูถูกจัดอย่างมีส่วนสัด พื้นปูด้วยพรมสีกรมท่าชั้นดี ที่มุมห้องมีเตาผิงไฟทำด้วยอิฐโบราณอยู่ และไม่ไกลจากเตาผิงนัก ผ่านโต๊ะลายไม้เก่าแก่สีน้ำตาลแดง บนโซฟาหนังสีแดงเข้ม เด็กสาวหน้าสวยได้รูป ผิวขาวซีดลับกับผมสีบลอนด์ยาวสลวย ดื่มด่ำน้ำชาสีขุ่นไหลลินผ่านเข้าไปในริมฝีปากชมพูสวย รูปโฉมและท่วงท่าของเธองามปานภาพวาด แต่ดวงตาสีเขียวมรกตฉายแววครุ่นคิด เหม่อมองถ้วยเปล่าที่มีน้ำชาคอดแก้ว
ภาพที่เห็นภายนอกช่างดูเรียบเฉยและงามสง่าปานเจ้าหญิงในเทพนิยาย แต่ภายในจิตใจหญิงสาวกลับสับสน ครุ่นคิดเรื่องหนึ่งซ้ำไปซ้ำมา ...
ภายในความเงียบสงัด มีเสียงประตูไม้บานใหญ่ดังขึ้น พร้อมกับเสียงฝีเท้าเชื่องช้าของร่างของหญิงแก่ในชุดเครื่องแบบของแม่บ้าน เธอใส่ชุดเดรสสีฟ้าอ่อนตัดกับผ้ากันเปื้อนสีขาวทิ้งตัวยาวประกระโปรง ผมสีขาวสับเทาถูกรวบตึงและคลุมด้วยหมวกสีฟ้าสวยเข้ากับชุด ใบหน้าหญิงแก่อวบอิ่ม มีรอยย่นบ่งบอกถึงกาลเวลาที่ผ่านเลยมา หญิงแก่คนนี้มิใช่ใครอื่น มาร์กาเล็ต ครอสฟีลด์ แม่นมคนที่คอยดูแลไดอาและเอ็มเม็ตต์ตั้งแต่แรกเกิด และเป็นคนคอยจัดแจงกิจธุระต่างๆทั้งหมดภายในคฤหาสน์หลังโตแห่งนี้ นับว่าเป็นภาระหน้าที่อันหนักหน่วงสำหรับคนย่างวัยชราอย่างเธอไม่น้อย แต่หญิงคนนี้ก็ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีอย่างไม่มีข้อครหามาตลอดสิบๆปี
“ น้ำชาหมดแล้วนะคะ คุณหนู ให้ดิฉันเติมให้ใหม่ไหมคะ ?” หญิงแก่เอ่ยเสียงเรียบ สายตาเหลือบไปมองดวงตาไร้ประกายของเด็กสาว
“ ………………………………. ”
ดวงตาเด็กสาวยังปรายตามองถ้วยเปล่าอยู่ ไม่ไหวติง ..ราวกับเสียงใดก็มิสามารถปลุกเธอจากห้วงความคิดนี้ได้ หญิงแก่มองเด็กสาวอยู่ซักพัก ...และค่อยยื่นมือมาหยิบถ้วยชาเปล่านั้นมาไว้บนถาดเงิน และหันหลังเดินจากไป ...
“ แม่นมคะ ...หนูมีเรื่องจะขอร้อง ” หลังจากการนั่งนิ่งเฉยมาหลายชั่วโมง เด็กสาวก็เอ่ยปากขึ้นด้วยเสียงเรียบเล็ก ไพเราะเสนาะหู ดวงตากลมโตสีมรกตเบนสายตาไปมองหญิงแก่
“ ได้ทุกอย่างเลยค่ะ คุณหนูไดอา ...” ดวงตาหญิงแก่มีประกายความหวังมาถนัดตา รอยยิ้มอ่อนโยนผุดขึ้นมาบนใบหน้าอันเหี่ยวย่นของเธอ อาจจะเป็นเพราะนี่เป็นคำขอแรกขอเด็กสาวในรอบหลายปีมานี้ก็ว่าได้ ...
“ หนูอยากจะ .....” เสียงเด็กสาวเอ่ยเบาราวกับเสียงกระซิบ ...แต่ก็ไม่เป็นการยากที่หญิงแก่จะได้ยินเสียงท่ามกลางความเงียบสงัดนี้ ..
“ตุ้บบ.…!!” ถาดเหล็กล่วงลงสู่พรมสีสวย แก้วใบเปล่าเหล่นกระทบกับถาดเสียงบาดหู มือของหญิงแก่สั่นด้วยความตกใจ ดวงตาสีเทาเบิกโพรง ยากเกินกว่าจะเชื่อในสิ่งที่หูสองข้างของเธอได้ยิน
‘ หนูอยากจะ...ย้ายไปอยู่กับครอบครัวมัวร์ที่เวสเตอร์วิล… ’
“ทำไมคุณหนูถึงกล่าวเช่นนั้นล่ะค่ะ ...ทราบดีหรือเปล่าว่าคุณหนูกำลังทำอะไรอยู่ “ หญิงแก่กล่าวเสียงตำหนิ
“หนูทราบดีค่ะ แม่นม ..” เด็กสาวกล่าวเสียงเรียบ ใบหน้าเธอเรียบเฉย ..เธอทิ้งช่วงไว้ครู่หนึ่งและกล่าวต่อ
“และหนูก็ทราบดีด้วยว่า ที่นิวแฮมเชอร์ ..เคยเป็นที่ที่ ...”
ริมฝีปากบางชะงัก การจะเอ่ยถ้อยคำ บางคำ... เป็นเรื่องยากเพียงนี้ ...
“ หนูหมายถึง ..สถานที่ที่...คุณพ่อและคุณแม่เคย..อยู่ ”
เด็กสาวก้มหน้ามองพื้น สำหรับเธอการที่ไม่มีความทรงจำใดๆเกี่ยวกับพ่อแม่แม่เลยเป็นสิ่งที่เจ็บปวดใจมาก รายละเอียดเล็กๆน้อย น้ำเสียง ใบหน้า หรือแม้กระทั่งความทรงจำ ...เลือนลางจนไม่อาจระบุได้...
“ นะคะ ... ความทรงจำเกี่ยวกับท่านทั้งสองมีค่าสำหรับหนูมาก เป็นความสุขที่สุดสำหรับหนู” ดวงตาสีมรกตของเด็กสาวมีประกายความหวัง เธอมองตรงไปยังแม่นมมาร์กาเล็ตด้วยสายตาอ้อนวอน ..
“ โธ่ คุณหนูขา..”
หญิงแก่ยอมแพ้แล้วก้มตัวโอบกอดเด็กสาว “..คุณหนูเอ็มเม็ตต์จะต้องไม่เห็นด้วยแน่ ..” ความหวังสุดท้ายของหญิงแก่คือได้แต่หวังว่า เอ็มเม็ตต์ พี่ชายของเด็กสาวจะคัดค้านและชักจูงไม่ให้เด็กสาวไปได้สำเร็จ ..
แน่นอนว่าการย้ายเป็นเรื่องง่ายมาก เงินทองมิใช่ปัญหาหลักและไม่เคยเป็น... สำหรับเด็กสาวคนนี้ ผู้พร้อมไปด้วยทรัพย์สินเงินทองมากมาย...ของพ่อแม่ผู้ล่วงลับ เธอจะไปซื้อบ้านเสียสิบหลังที่นู่นหรือที่ไหนๆก็คงไม่ระแคะระคายฐานะอันร่ำรวยของเด็กสาวแม้แต่น้อย และแน่นอนว่าคงจะเป็นวิธีที่ดีกว่า การไปพักแรม..กับ..ครอบครัวมัวร์....เป็นแน่ ครอบครัวมัวร์จงเกลียดจงชังแม่ของเด็กสาวและคาดว่ารวมไปถึงตัวเด็กสาวเองด้วย ความเกลียดชังนี้ยาวนานถึงเกือบสองทศวรรษและมีแต่จะเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นไปตามกาลเวลา
จะกล่าวว่าทั้งครอบครัวเสียก็ไม่ได้ ...เว้นไว้กับชายผู้หนึ่ง วิคเตอร์ มัวร์ ต้นเหตุของ...ความเกลียดชังทั้งหมด
แล้วอะไรคือจุดเริ่มต้นความเกลียดชังนี้เล่า ....?
คำตอบนั้นง่ายมาก ... มาจากคำสามพยางค์ ... ”รักสามเส้า” … เรื่องราวความสัมพันธ์ของชายสองคน ต่อหนึ่งหญิงสาว
อาเธอร์ เดลฮาวนด์ .....ชายผู้หลงเสน่ห์หญิงสาวตั้งแต่แรกพบ
วิคเตอร์ มัวร์ ......ชายผู้มีภรรยาแต่มิอาจหักห้ามใจคิดเกินเลยกับสาวอื่นได้
โซเฟีย ฮาร์ททิลลี่ .......หญิงสาวที่ตกอยู่ในสถานการณ์อันน่าอึดอัดอย่างไม่ได้ตั้งใจ
และแล้ว ความจงเกลียดจงชังได้ก่อนตัวขึ้น....เมื่อมีบุคคลที่สี่เข้ามาในวัฏจักรอันน่าสับสนนี้
ภรรยาผู้แสนซื่อสัตย์ เกวนนิเวียร์ เดลฮาวนด์(มัวร์).......หญิงสาวผู้ซื่อสัตย์ต่อสามี และ ลูกสาวคนโตตระกูลเดลฮาวนด์
ความรักเส้าเส้าเกิดขึ้นได้อย่างไร …?
ความสัมพันธ์อันน่าพิศวงและสับสนนี้จบลงเช่นไร ...?
ต้องย้อนความไปหลายทศวรรษ มีบุรุษหลายคนได้ให้คำนิยามเปรียบความงามของโซเฟีย ดั่งสิ่งมีชีวิตงามเกินกว่าที่มนุษย์จะงดงามเท่า เหมือนกับได้รับการสรรค์สร้างจากพระเจ้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทุกส่วนสัดในใบหน้าจรดเท้าได้รับการพินิจพิเคราะห์เป็นอย่างดีเป็นพิเศษ มีเสน่ห์ที่ยากจะหาคำได้เปรียบเปรยและยากที่จะห้ามใจ เธอเป็นที่หมายปองต่อชายมาหน้าหลายตายิ่งนัก ไม่เว้นแม้แต่บุรุษใด
แม้แต่ชายนาม วิคเตอร์ มัวร์ผู้ที่แต่งงานกับลูกสาวตระกูลเดลฮาวนด์ ก็ได้มิอาจห้ามใจไม่ให้หลงใหลในความงดงามนี้ได้
ในสถานะที่เขาเป็นสามีที่มีพันธะสัญญาผูกพันอย่างลึกซึ้ง เขาได้กระทำการในสิ่งที่ไม่สมควรกระทำเป็นที่สุด วิคเตอร์ได้ขอโซเฟียแต่งงาน..!
ความรักข้างเดียวของวิคเตอร์มิอาจสมหวังอย่างที่เขาต้องการ โซเฟียตกลงปลงใจหมั้นหมายกับชายอื่นไปแล้ว ชายผู้ชื่อ อาเธอร์ เดลฮาวนด์ หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ น้องชายของภรรยาเขานั่นเอง
โซเฟียตอบปฏิเสธคำขอของวิคเตอร์ไปอย่างสุภาพและนอบน้อมเป็นที่สุด เธอไม่อาจคิดไปเกินเลยกว่า ‘สมาชิกในครอบครัว’ ได้ วิคเตอร์ไม่เคยรู้สึกโกรธหญิงสาว ไม่เคยเลย เพียงสิ่งเดียวที่เขารู้สึกตอนนี้ คือความรู้สึกผิดอย่างท้วมท้นต่อภรรยาของเขา เขายิ่งกว่าทำใจเธอสลาย แต่เขาบีบจนมันไม่เป็นชิ้นดีด้วยมือเขาเอง...
อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นั้น เป็นดั่งที่วิคเตอร์คาด ภรรยาเขาเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนที่เขาเคยหลงรัก ความรู้สึกของเธอที่โดนสามีที่เธอเคารพรัก ทรยศ ทำให้หญิงสาวผู้ซื่อสัตย์ รักและเทิดทูนผู้เป็นสามีเป็นที่สุด ผลันกลายมาเป็น หญิงสาวผู้หวาดระแวง คับแค้นใจ ในจิตใจของเธอเต็มไปด้วยความแค้นและความเกลียดชังต่อโซเฟีย ไม่ว่าด้วยเหตุอันใดก็ตาม ความโง่เขลาทำให้เธอปักใจอย่างไม่มีเหตุผลว่า โซเฟียใช้ความงามหลอกล่อสามีและน้องชายของเธอ
เวลาผ่านไป ความอิจฉาริษยาก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นความชิงชังได้อย่างง่ายดาย จนกลายมาเป็นดั่งทุกวันนี้
และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด
...และในเวลานี้
ความดื้อรั้นและเด็ดเดี่ยวของเด็กสาวเป็นสิ่งที่ยากที่จะหาใครต่อกรได้ ไม่เว้นแม้แต่ เอ็มเม็ตต์ ซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่สามารถหาเหตุผลใดมาค้านไม่ให้เธอทำตามที่ตนต้องการได้
ไดอา ฮาร์ทิลลี่ ลูกสาวของ โซเฟีย ฮาร์ททิลลี่ และ อาเธฮร์ เดลฮาวนด์ จะย้ายไปอยู่กับครอบครัวมัวร์...
ไดอา ฮาร์ททิลลี่ เป็นเด็กสาวที่ฉลาด สายตาเฉียบคม ...แต่การตัดสินใจนี้เป็นการตัดสินใจที่ฉลาดหรือเปล่า เราก็มิอาจทราบได้
ณ สนามบินเล็กๆในมลรัฐมิเนอโซต้า …
ผู้ชายร่างใหญ่ผิวเนียนใสเป็นสีขาวผ่อง ผมสีดำตัดกับดวงหน้าอันคมคาย ดวงตาสีดำเข้มดูสุขุม เสื้อสีเทาเข้มขอวีทิ้งตัวลงให้เห็นสัดส่วนอันน่าดึงดูด ลับกันกับกางเกงสีกากีได้ทรง มือสองข้าวหิ้วกระเป๋าเดินทางสองใบขึ้นบ่า เดินก้าวเท้าสบายๆตรงหน้าเด็กสาว
“เอ็มเม็ตต์ !” ร่างสูงก้าวเท้าไปข้างหลังเพียงเล็กน้อยเพื่อรับน้ำหนักอันบอบบางของเด็กสาวที่กระโจนใส่เขาสุดตัว
“หนูต้องเหงามากแน่ที่ไม่ได้ยินเสียงจู้จี้ของพี่” เด็กสาวก้มหน้าซุกไปยังอักอันแข็งแกร่งของร่างสูง นัยน์ตากลมโตสีมรกตเหลือบมองใบหน้าอมยิ้มของร่างสูง ทั้งสองหัวเราะคิกคักอออกมาพร้อมๆกัน
“ หนูจะต้องคิดถึงพี่มากๆเลย ”
ร่างทั้งสองกอดกันกลมพักใหญ่ จนเริ่มสังเกตได้ถึงสายตาจับจ้องดวงอื่นๆที่พุ่งมาที่เธอสองคน ร่างสูงคลายอ้อมกอดอย่างกระอักกระอ่วน และเอ่ยด้วยเสี้ยงทุ้มนุ่มหูว่า
“ไดอา พี่คิดว่า ...”
“เอ็มเม็ต !! อย่าเชีย.ว......” นิ้วมือหนาเลื่อนมาปิดริมฝีปากบางก่อนที่เด็กสาวจะพูดจบประโยค
“ ฟังให้จบก่อนสิ... แม่หัวดื้อ” มืออุ่นของร่างสูงลูบผมสีบลอนด์อย่างเบามือ ร่างสูงสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ย่อตัวให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับเด็กสาว มือใหญ่เอื้อมไปโอบใบหน้าเนีนนใส จรดสายตาจับจ้องไปยังนัยน์ตาสีมรกต
“ พี่คิดว่า ...คำอวยพรจากพี่อาจจะไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นอะไร พี่เชื่อว่า น้องสาวคนนี้ของพี่จะต้องผ่านมันไปได้อย่างแน่นอน เอาล่ะ ! นี่เป็นเรื่องสำคัญ..ฟังพี่ให้ดี... ครอบครัวมัวร์เป็นครอบครัวที่ดี แต่การไปอยู่ที่นั่นคงจะไม่เหมือนที่นี่ ดูแลตัวเองดีๆ แล้วก็ระวังตัวด้วยนะ...น้องรัก ”
อ้อมกอดอันอบอุ่นของร่างสูงสลัดความกังวลของเด็กสาวไปจนหมดสิ้น เธอเขย่งปลายเท้า ประทับริมฝีปากอ่อนนุ่มที่แก้มของร่างสูง ละจากแก้มและพูดเสียงกระซิบหวานข้างหู “ลาก่อน เอ็มเม็ตต์…”
ท่อนแขนอันแข็งแกร่งที่โอบรัดรอบตัวเด็กสาวค่อยๆคลายตัวลง ร่างสูงก้าวถอยไปข้างหลังเผยให้เห็นเงาดำเบื้องหลังร่างสูง หญิงแก่ในชุดสีฟ้าอ่อน ถือผ้าเช็ดหน้าเปียกชื้นไปด้วยน้ำตา เธอเดินตรงปรี่เข้ามาหาเด็กสาว
“คุณหนูต้องไปจริงๆหรือคะ ....เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะเจ้าคะ” มือเอื้อมไปโอบกอดเด็กสาวด้วยความรักใคร่
“หนูไม่เปลี่ยนใจค่ะ แม่นม” เสียงใสตอบเพียงสั้นๆ นัยน์ตาสีมรกตเธอเต็มไปความมุ่งมั่น...
“ไม่ว่าหนูอยู่ที่ไหน คุณหนู...ขอให้รับรู้ไว้ว่า คุณแม่คุณพ่อจะต้องภูมิใจในตัวหนูมาก ...หนูเป็นเด็กที่วิเศษมาก ขอให้หนูพบกับความสุขที่หนูปรารถนา และที่นี่ ยินดีต้องรับหนูเสมอ”
เสียงของหญิงชราสั่นเครือ น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง ...
รอยยิ้มบางผุดบนในหน้าของเด็กสาว ริมฝีปากบางเอ่ยเสียงกระซิบข้างหูหญิงแก่ว่า “ขอบคุณค่ะ .. มาร์กาเล็ต สำหรับทุกสิ่ง ...ฝากดูแลเอ็มเม็ตต์ด้วยนะคะ”
หญิงแก่มองเด็กสาวราวกับเป็นภาพทับซ้อนครั้งเมื่อนานนม เหมือนกันไม่มิผิด ทั้งความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ความฉลาดเฉียบคม และความงามอันไรที่ติ เด็กสาวคนนี้เหมือนลอกแบบมารดาของเธอมามิผิดเพี้ยน เธอสมควรได้รับความสุข ความสุข ...ที่จะมาเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายไปสิบห้าปี
การลาจากได้จบลงแล้ว สลัดทิ้งความกลัวไว้เบื้องหลัง
...การบอกลา ไม่ใช่จุดจบ
แต่เป็นเพียงการเริ่มต้น ... การเดินทางของเด็กสาวได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
..ก้าวแรก....ไปสู่โลกใหม่ ..โลกแห่งความสุข
edit @ 29 Apr 2009 16:08:36 by MoJI


